โฆษณาแนวนอน728*90

บทความใหม่

ประวัติและวัตถุมงคลหลวงพ่อกบ วัดเขาสาริกา ลพบุรี พระอาจารย์ของหลวงพ่อโอภาสี

ภาพถ่ายหลวงพ่อกบ วัดเขาสาริกา ลพบุรี
หลวงพ่อกบ วัดเขาสาริกา ลพบุรี

         หลวงพ่อกบ วัดเขาสาริกา หรือ สมเด็จพระบรมครู ตามประวัติของท่านนั้น ไม่มีใครรู้ว่าท่านเป็นใคร  มาจากไหน เป็นบุตรของใคร เกิดเมื่อไหร่ บวชเมื่อไหร่ ใครเป็นพระอุปัชฌาย์ ไม่มีใครรู้แน่ชัด เพราะท่านไม่เคยเล่าเรื่องส่วนตัวให้ใครฟังแม้แต่คนเดียว 

         หากใครถาม หลวงพ่อกบก็มักตอบเพียงว่า "กูไม่มีอดีตกูมีแต่ปัจจุบันและอนาคต" และหากใครถามถึงอายุท่านจะว่า "กูจำไม่ได้" แล้วท่านก็ไม่ยอมพูดอะไรอีกเลย

         โดยประวัติของท่านก็ได้จากคำบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านเขาสาริกาเล่าว่าหลวงพ่อกบ ท่านเป็นพระธุดงค์ ที่มีรูปร่างสูงใหญ่ ผิวขาว คาดว่าน่าจะมีเชื้อสายจีน ท่านเดินด้วยเท้าเปล่ามาจากไหนไม่มีใครเห็น 

         คาดว่ามาจากทางแม่น้ำน้อย หรือทางทิศตะวันตกของอำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี หลวงพ่อกบ ท่านมีท่าทีประหลาดไม่เหมือนพระทั่วไป ชาวบ้านพบครั้งแรกในสภาพนุ่งห่มจีวรเก่าคร่ำคร่า แบกไม้คานหาบกระบุงเปล่าพาดบ่า ๒ ใบ เดินผ่านมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย

         ชาวบ้านจึงร้องทักว่า "หลวงพ่อหาบกระบุงเปล่าไปทำไม" หลวงพ่อกบ ท่านก็พูดว่า "กูหาบมาใส่เงินใส่ทองโว้ย" ว่าแล้วก็เดินดุ่มๆเข้าไปพำนักในวัดเขาสาริกา ตำบลสนามแจง อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี ซึ่งสมัยนั้นเป็นวัดเก่าเกือบจะเป็นวัดร้าง ซึ่งท่านมาจำพรรษาที่วัดในราวปี พ.ศ. ๒๔๓๐

         หลวงพ่อกบ เมื่อท่านมาถึงวัดเขาสาริกาแล้วท่านก็ไม่พูดจากับใคร นั่งบำเพ็ญเพียรภาวนา เจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานอย่างเดียว ไม่ทำความรู้จักกับใครทั้งนั้น แม้พระภิกษุด้วยกันในวัดก็ไม่เคยพูดด้วย

         ท่านฉันภัตตาหารแต่น้อยไม่กี่คำก็เลิก ข้าวปลาอาหารที่ญาติโยมนำมาถวายก็โกยมากองรวมกันโยนให้สุนัขและแมวกินเป็นประจำ ใครนำเงินทองมาถวายก็โยนเข้ากองไฟหมดเกลี้ยงไม่เหลือแม้แต่ชิ้นเดียว

         สมัยแรกๆ หลวงพ่อกบ ท่านนั่งบำเพ็ญเพียรอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ในวัดเขาสาริกา ตากแดดตากฝนอยู่เพียงลำพัง ชาวบ้านสงสารจึงปลูกเพิงพักหลังคามุงแฝกหลังเล็กๆให้ พอหลบแดดฝน ท่านก็ไม่ว่าหรือทักท้วงอะไร ยอมขึ้นไปพำนักในเพิงพักโดยดี

         นานหลายปีที่หลวงพ่อกบนั่งบำเพ็ญเพียรเพียงรูปเดียวอยู่เช่นนั้น ก็เริ่มมีคนต่างถิ่นและคนแปลกหน้าเดินทางมากราบไหว้ ฝากตัวเป็นลูกศิษย์ เล่าเรียนวิปัสสนากัมมัฏฐานที่วัดเขาสาริกามากขึ้นทุกที

         สร้างความแปลกใจให้กับชาวบ้านและพระในวัด เพราะท่านไม่เคยออกจากวัดไปไหน สอบถามทุกคนจะตอบว่า "เคยใส่บาตรกับท่านรู้สึกศรัทธาก็เลยมาหา" บางคนมาจากเชียงใหม่บ้าง กรุงเทพฯบ้าง สุราษฎร์ธานี หรือภูเก็ตก็มี ไม่เว้นแม้สงขลา ยะลา ปัตตานี 

         ยิ่งทำให้ชาวบ้านกังขามากขึ้น ซึ่งนับวันผู้คนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ท่านก็ไม่ค่อยพูดกับใครเหมือนเดิม ยกเว้นลูกศิษย์ใกล้ชิดไม่กี่คน

         ต่อมาเพิงหลังคามุงแฝกของหลวงพ่อผุพังลง ลูกศิษย์และชาวบ้านที่ศรัทธา รวบรวมเงินบริจาคสร้างกุฎิไม้ถวาย ๑ หลัง มีขนาดกว้างขวางกว่าเดิม ใช้เป็นที่พำนักของหลวงพ่อและลูกศิษย์ที่บ้านอยู่ไกลๆ เผื่อเดินทางมาหาหลวงพ่อ จะได้ไม่ลำบากเรื่องที่นอน

        นับจากวันนั้นวัดเขาสาริกาก็กลายเป็นศูนย์รวมผู้ศรัทธาในตัวหลวงพ่อ ทำให้ถูกทางการสมัยนั้น จับตามองกล่าวหาว่าเป็นแหล่งมั่วสุมผู้คน

ภาพถ่ายหลวงพ่อกบ วัดเขาสาริกา ลพบุรี
หลวงพ่อกบ วัดเขาสาริกา ลพบุรี

         ในราวๆปี พ.ศ. ๒๔๕๐ ทางการส่งเจ้าหน้าที่มาสอบถามและตรวจสอบ แต่ไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย พบเพียงผู้คนมาปฏิบัติธรรม และไม่ได้เป็นที่ซ่องสุมผู้คนจึงกลับไป 

         ต่อมามีคณะพระผู้ใหญ่เดินทางมาหาหลวงพ่อกบอีกครั้ง เพื่อสอบสวนประวัติความเป็นมา เนื่องจากกลัวเป็นพวกลัทธิใหม่หรือพวกนอกรีต เนื่องจากพฤติกรรมของท่าน ค่อนข้างประหลาดไม่เหมือนพระทั่วไป แต่ท่านไม่ยอมบอกว่าเป็นใครและใครเป็นพระอุปัชฌาย์ 

         ต่อมาจึงมีการทดสอบความรู้เรื่องธรรมะกันขึ้น ไม่ว่าจะถามเรื่องอะไร ในพระไตรปิฎกเล่มไหน หน้าอะไร หัวข้อเท่าไหร่ หลวงพ่อกบตอบถูกทั้งหมด และท่านถามกลับไปว่า "หัวใจของพระพุทธศาสนาคืออะไร" ปรากฎว่าไม่มีใครหรือพระเถระผู้ใหญ่ตอบได้แม้แต่รูปเดียวเงียบกันหมด

         ท่านจึงเฉลยให้ฟังว่าหัวใจพุทธศาสนาก็คือ "ศีล สมาธิ ปัญญา" เพราะเป็นหนทางแห่งการพ้นทุกข์ เท่านั้นเองกลายเป็นสาเหตุสำคัญ ที่พระผู้ใหญ่ไม่พอใจ สั่งให้หลวงพ่อกบ ลาสิกขาบท โดยกล่าวหาว่าเป็นพระเถื่อนไม่มีใบสุทธิบัตร พูดจาเพ้อเจ้อไร้สาระ ไม่น่าเชื่อถือ

         ท่านก็ไม่สนใจ หรือเถียงอะไร ยอมถอดจีวรออกลาสิกขาบทโดยดี หันมานุ่งขาวห่มขาวแทน ตอนนั้นลูกศิษย์ร้องไห้ระงมทั่ววัดเขาสาริกา เพราะสงสารท่าน จนหลวงพ่อบอกว่า "พวกมึงจะร้องทำไมกันวะ พระก็คือพระวันยังค่ำ จะใส่อะไรก็เป็นพระ เหมือนทองจมขี้โคลน ยังไงก็เป็นทองนั่นแหละ"

         ทำให้กลุ่มลูกศิษย์ของท่านคิดได้ว่า พระไม่ได้หมายถึงการนุ่งห่มผ้าเหลือง แต่หากสามารถลดละกิเลสได้ ไม่ว่าแต่งกายชุดอะไรก็ถือว่าเป็นพระอยู่วันยังค่ำ พระแท้พระดีจึงมิใช่อยู่ที่ผ้าเหลืองด้วยประการฉะนี้

         หลวงพ่อกบ ท่านไม่มีชื่อเพราะท่านไม่บอกชื่อกับใคร ชาวบ้านจึงเรียกชื่อท่าน ต่างๆนาๆกันไป เช่น หลวงพ่อใหญ่ บ้างก็เรียก หลวงพ่อ เฉยๆบ้าง วันหนึ่งฝนตกหนักมาก ฟ้าผ่าเสียงดังและลมพายุพัดแรงมากจนกุฎิสั่นคลอน  ชาวบ้านและลูกศิษย์ กลัวกุฏิท่านพังจึงชวนท่านหนี 

         หลวงพ่อกบท่านบอกว่า "มึงกลัวอะไรกันเดี๋ยวก็หยุดตกแล้ว" พักเดียวฝนหยุดจริงๆ และมีเสียงกบร้องดังลั่นทุ่งนา ชาวบ้านและลูกศิษย์ดีใจ พากันไปจับกบมาแกงกิน แต่ไม่เจอสักตัวเดียว หลวงพ่อเลยอาสาไปจับมาให้เอง 

         ปรากฎว่าจับมาเต็มข้องส่งให้ไปทำกินกันและท่านกำชับว่า "กินไม่หมดให้เอาไปปล่อยอย่าให้เหลือ"  แต่มีชาวบ้านและลูกศิษย์บางคนแอบใส่ไหซ่อนไว้ รุ่งเช้ามาดูกลายเป็นใบสะแกและใบไม้อื่นๆอีกมากมาย สร้างความตกตะลึงให้ชาวบ้าน ทุกคนต่างขนานนามของท่านว่า "หลวงพ่อกบ" ด้วยเหตุนี้

         แต่ในบรรดาลูกศิษย์ใกล้ชิดที่ได้รับการสอนธรรมะมักจะเรียกท่านว่าสมเด็จพระบรมครู หมายถึงครูคนแรกในการสอนวิปัสสนากัมมัฏฐาน ภายหลังก็มีคนเรียกท่านว่าหลวงพ่อเขาสาริกา แต่คนทั่วไปมักเรียกท่านว่าหลวงพ่อกบ วัดเขาสาริกา จนทุกวันนี้ 

ภาพถ่ายหลวงพ่อโอภาสีในงานศพหลวงพ่อกบ วัดเขาสาริกา ลพบุรี
หลวงพ่อโอภาสีในงานศพหลวงพ่อกบ วัดเขาสาริกา ลพบุรี

         มีเรื่องเล่ากันถึงปริศนาธรรม "ทองหนึ่ง" สืบต่อกันมาว่า บนกุฎิหลังใหม่ลูกศิษย์นำระฆังทองเหลืองมาถวายหลวงพ่อกบหลายใบ วันดีคืนดีท่านก็จะลุกขึ้นมาตีระฆังเสียงดังกังวาน และตะโกนว่า "ทองหนึ่ง ทองหนึ่ง ทองหนึ่ง" 

         และท่านชอบเขียนเลข หรือเครื่องหมาย + ตามข้าวของเครื่องใช้ จนเปื้อนไปหมด เคยมีลูกศิษย์ถามว่า "หลวงพ่อเจ้าค่ะ ทองหนึ่ง คืออะไรเจ้าค่ะ" ท่านหันมาตอบว่า "หนึ่งคือหนึ่งไม่มีสอง เปรียบเสมือนทองยังไงก็เป็นทองวันยังค่ำ" หมายถึง "ธรรมะ" หรือคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่หนึ่งในโลก ไม่ว่ากาลเวลาผ่านพ้นไปเท่าใดก็ยังคงเป็นที่หนึ่งเสมอนั่นเอง

         โดยคำว่า "ทองหนึ่ง" มีหลายคนแปลความหมายผิดเพี้ยน คิดว่าเป็นคาถาประจำตัวของท่าน จริงๆแล้วเป็นปริศนาธรรมของหลวงพ่อกบ 

         ข้อมูลนี้ได้รับการยืนยันจากหลวงพ่อชื้น วัดปฐมเทศนาอรัญวาสี (เขาพลอง) จังหวัดชัยนาท ศิษย์สายตรงของหลวงพ่อกบ และศิษย์ร่วมอาจารย์เดียวกับหลวงพ่อโอภาสี ผู้บูชาไฟเผากิเลสอาศรมบางมด ฝั่งธนบุรี ซึ่งมีการเล่าขานสืบต่อกันมา ในหมู่ลูกศิษย์สายเดียวกัน

          หลวงพ่อกบท่านเป็นพระอภิญญา อุดมด้วยอิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์และอภินิหารมากมาย วันหนึ่งท่านเห็นลูกศิษย์ของท่าน (เป็นผู้ชายไม่ทราบชื่อแน่ชัด) กำลังนั่งทุกข์ใจ เพราะมีปัญหาทางครอบครัว ทำกิจการขาดทุนสิ้นเนื้อประดาตัว หนี้สินท่วมหัว

         ท่านก็พูดว่า "เฮ้ย มึงจะเป็นอะไรนักหนาว่ะ อีแค่หมดตัวแค่นี้ไม่ถึงตายดอก เงินทองมันของนอกกาย ไม่ตายหาใหม่ได้ ถือว่าเป็นเวรเป็นกรรมก็แล้วกัน กูแนะนำให้มึงขึ้นไป ทำมาหากินแถวภาคเหนือแล้วจะรวย" สิ้นคำหลวงพ่อ ท่านก็หันหลังไปนั่งท่องคำว่า "ทองหนึ่ง ทองหนึ่ง" ต่อไม่พูดอะไรอีกเลย

         ลูกศิษย์คนดังกล่าวพอได้ฟังก็ก้มกราบแทบเท้าท่านขอตัวกลับบ้าน ไปปรึกษาครอบครัวแล้วตัดสินใจขายบ้านและที่ดินย้ายไปปักหลักค้าขายที่จังหวัดเชียงใหม่ จนเวลาผ่านไป ๑ ปี เหลือเชื่อชดใช้หนี้สินได้หมดและกิจการเจริญรุ่งเรืองร่ำรวย กลายเป็นพ่อเลี้ยงเมืองเหนือ

         หลังกิจการเข้าที่เข้าทางแล้ว ลูกศิษย์ก็พาครอบครัวมากราบท่านที่วัดเขาสาริกา โดยถือชะลอมใส่ลำไย ลิ้นจี่ มาถวายท่านพะรุงพะรังไปหมด ท่านเหลือบเห็นเข้าก็หัวร่อบอกว่า "อ้าว ไอ้พ่อเลี้ยงเมืองเหนือ มันมาหากูว่ะ เอ้าใครอยากกินลำไย ลิ้นจี่ เอาไปแบ่งกัน เหลือให้กู ๒-๓ ลูกก็พอ" ปรากฏว่าหวยงวดนั้นออกรางวัลเลขท้าย ๒๓ อย่างน่าอัศจรรย์จนเป็นที่ฮือฮาในยุคนั้น

          หลวงพ่อกบท่านชอบสอนปริศนาธรรมให้ลูกศิษย์ และคนใกล้ชิดไปขบคิดกันเอาเอง อย่างเช่นวันหนึ่งท่านหยิบเขาควายและหัวมันมา นั่งชั่งกิโลแล้วนั่งมองซ้ายมองขวา หยิบแล้วหยิบอีกอยู่อย่างนั้น จนลูกศิษย์เห็นเข้าถามว่า "หลวงพ่อทำอะไร" ท่านก็ตอบว่า "กูกำลังชั่งเขา ชั่งมันอยู่โว้ย อย่ามากวนใจ"

         ลูกศิษย์ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่านี่ท่านกำลังสอนธรรมะพวกเราอยู่แน่ๆ โดยการกระทำของท่านน่าจะหมายถึง การให้รู้จักปล่อยวางเดินตามทางสายกลาง ไม่ยึดติดด้านใดด้านหนึ่ง เพราะเป็นตัวถ่วงในการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน และการพิจารณาลดละกิเลสนั่นเอง

ภาพถ่ายงานศพหลวงพ่อกบ วัดเขาสาริกา ลพบุรี
ภาพถ่ายงานศพหลวงพ่อกบ วัดเขาสาริกา ลพบุรี

         นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่าถึงความอัศจรรย์ของหลวงพ่อกบ ที่ละสังขารไปแล้วยังปรากฎกายได้ โดยเรื่องนี้ได้รับการถ่ายทอดจากแม่ชีคนหนึ่ง (ปัจจุบันเสียชีวิตไปแล้ว) บนวัดปฐมเทศนาอรัญวาสี (เขาพลอง) จังหวัดชัยนาท 

         ว่าราวก่อนเข้าพรรษาปี พ.ศ. ๒๕๒๑ สมัยนั้นหลวงพ่อชื้น เจ้าอาวาสยังไม่มรณภาพ ทางวัดได้จัดงานขึ้น โดยมีคณะศิษย์เก่าและใหม่หลายพันคนมาร่วมงานแน่นขนัดศาลาหลังใหญ่ บนเขาพลอง ระหว่างมีพิธีสวดเพื่อถวายจตุปัจจัยไทยทานแด่ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แม่ชีเกิดปวดท้องไปเข้าห้องน้ำที่ศาลาเล็กด้านหลังศาลาใหญ่

         พอเสร็จธุระออกมาเห็นพระภิกษุชรา นุ่งห่มจีวรสีกรักเก่าคร่ำคร่านั่งอยู่บนโต๊ะม้าหินอ่อน ข้างศาลา ๑ รูป แม่ชีถามว่า "หลวงพ่อเจ้าค่ะ นิมนต์ไปศาลาใหญ่ดีกว่าเจ้าค่ะ" แต่พระภิกษุชราไม่ไป บอกเพียงว่า "ข้ามาดูเฉยๆ ว่างานเรียบร้อยดีไหม เดี๋ยวก็ไปแล้ว"

         แม่ชีก็ไม่คิดอะไร ทิ้งท่านนั่งอยู่รูปเดียว รีบเข้าไปร่วมพิธีในศาลาใหญ่ จนเสร็จพิธีออกมามองหาพระภิกษุชราก็ไม่เห็นแล้ว ถามใครก็ไม่มีใครรู้ จนแม่ชีด้วยกันถามว่าหาใครอยู่หรือ จึงเล่าเรื่องราวให้ฟังสร้างความสงสัยให้ทุกคน

         ว่าพระภิกษุชรามาจากไหนไม่ทราบ แม่ชีเล่าไปจนกระทั่งเม่ชีหลือบไปเห็นรูปถ่ายหลวงพ่อกบ ประดิษฐานที่โต๊ะหมู่บูชาถึงกับเข่าอ่อน ยืนยันว่าพระภิกษุชราที่ตามหากันอยู่ คือพระในรูปนั่นเอง พอหลวงพ่อชื้นทราบเรื่องเข้าก็หัวร่อบอกว่า "หลวงพ่อเขาสาริกาท่านเป็นห่วงลูกศิษย์เลยแวะมาดู ไม่มีอะไรหรอก วันหลังเดี๋ยวท่านก็มาใหม่"

         เรื่องปาฏิหาริย์นี้ถูกเล่าขานในหมู่ลูกศิษย์สมัยนั้นมาก จนหลวงพ่อชื้นต้องเฉลยว่า "ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะหลวงพ่อกบท่านเป็นพระอภิญญา มีกายและจิตเป็นทิพย์ สามารถไปไหนมาไหนได้ทั้ง ๓ โลก (มนุษย์ สวรรค์ นรก) แม้สังขารหรือกายเนื้อท่านจะไม่อยู่ในโลกนี้แล้ว แต่จิตยังสำแดงอิทธิฤทธิ์ได้ จึงปรากฎกายให้เห็นได้ เหมือนหลวงพ่อโอภาสี อาศรมบางมด ฝั่งธนบุรี"

         หลวงพ่อกบ ท่านถึงแก่มรณภาพลง ในวันที่ ๑๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๙๗ ท่ามกลางความเศร้าโศกของศิษยานุศิษย์ทั่วหน้า 

         และที่น่าแปลกใจว่าเช้าวัดถัดไปคือวันที่ ๑๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๙๗  หลวงพ่อโอภาสี ท่านได้เดินทางมาถึงวัดเขาสาริกา เพื่อมาเป็นธุระในการทำพิธีฌาปนกิจศพของหลวงพ่อกบ ผู้เป็นอาจารย์ 

         เหตุการณ์ครั้งนั้นสร้างความงุนงงให้ผู้คนและลูกศิษย์ เนื่องจากสมัยก่อนการสื่อสารไม่รวดเร็วเหมือนปัจจุบัน การส่งข่าวไปหากันแต่ละครั้งใช้เวลาหลายวัน 

         ซึ่งบ่งบอกได้ว่าหลวงพ่อโอภาสี ก็เป็นพระอภิญญาเหมือนอาจารย์ทุกประการ เพราะสามารถหยั่งรู้ความเป็นไปในโลก และรับรู้ว่าอาจารย์ละสังขารแล้วอย่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก.
 
วัตถุมงคลของหลวงพ่อกบ วัดเขาสาริกา
 
          หลวงพ่อกบเป็นพระที่แปลก ชั่วชีวิตของท่านไม่เคยสร้างวัตถุมงคล หรือเครื่องรางของขลังให้เช่าบูชาเหมือนเกจิอาจารย์รูปอื่นๆ ยกเว้นท่านจะทำแจกลูกศิษย์ใกล้ชิดและผู้ศรัทธาไม่กี่คน ซึ่งมีจำนวนน้อยและเป็นวัสดุที่หาไม่ยากในท้องถิ่น หลายคนอาจไม่เคยมีโอกาสได้เห็นและนึกไม่ถึงตามคำกล่าวที่ว่า "มีเงินมีทองไช่ว่าจะครอบครองของดีกันได้ง่าย ๆ"

         เหรียญหลวงพ่อกบ วัดเขาสาริกา รุ่นแรก (พิมพ์ยันต์เล็ก)

         สร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๙๗ โดยหลวงพ่อโอภาสีเพื่อแจกให้กับลูกศิษย์ลูกหาของหลวงพ่อโอภาษีและสร้างเป็นที่ระลึกเพื่อเป็นการบูชาครูของท่าน ลักษณะเป็นเหรียญปั๊มแบบมีหูในตัวมีการสร้างด้วยเนื้อทองเหลือง เนื้อทองแดงและเนื้ออัลปาก้า จำนวนการสร้างไม่ได้มีการจดบันทึกไว้

เหรียญหลวงพ่อกบ วัดเขาสาริกา ลพบุรี รุ่นแรก 2497 ทองเหลือง
เหรียญหลวงพ่อกบ วัดเขาสาริกา รุ่นแรก (ยันต์เล็ก)ปี พ.ศ. ๒๔๙๗ เนื้อทองเหลือง

เหรียญหลวงพ่อกบ วัดเขาสาริกา ลพบุรี รุ่นแรก 2497 ทองแดง
เหรียญหลวงพ่อกบ วัดเขาสาริกา รุ่นแรก (ยันต์เล็ก)ปี พ.ศ. ๒๔๙๗ เนื้อทองแดง

         ด้านหน้า เป็นรูปจำลองของหลวงพ่อกบครึ่งองค์ ใต้รูปหลวงพ่อมีอักขระภาษาไทยเขียนว่า "หลวงพ่อกบ วัดเขาสาริกา"

         ด้านหลัง มีอักขระยันต์อ่านได้ว่า "มะ อะ อุ" และตัว "นะ" ใต้ยันต์มีเลข "๑" ใต้ยันต์มีอักขระยันต์อ่านได้ว่า "นะ โม พุท ธา ยะ" 

         เหรียญหลวงพ่อกบ วัดเขาสาริกา รุ่นแรก (มี พ.ศ.)

         สร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๙๗ โดยหลวงพ่อโอภาสีเพื่อแจกให้กับลูกศิษย์ลูกหาของหลวงพ่อโอภาษีและสร้างเป็นที่ระลึกเพื่อเป็นการบูชาครูของท่าน ลักษณะเป็นเหรียญปั๊มแบบมีหูในตัว มีการสร้างด้วยเนื้อทองเหลือง เนื้อทองแดงและเนื้ออัลปาก้า จำนวนการสร้างไม่ได้มีการจดบันทึกไว้

เหรียญหลวงพ่อกบ วัดเขาสาริกา ลพบุรี รุ่นแรก มีพ.ศ. 2497 ทองแดง
เหรียญหลวงพ่อกบ วัดเขาสาริกา รุ่นแรก (มี พ.ศ.) ปี พ.ศ. ๒๔๙๗ เนื้อทองแดง

         ด้านหน้า เป็นรูปจำลองของหลวงพ่อกบครึ่งองค์ ใต้รูปหลวงพ่อมีอักขระภาษาไทยเขียนว่า "หลวงพ่อกบ วัดเขาสาริกา"

         ด้านหลัง มีอักขระยันต์อ่านได้ว่า "นะ" ใต้ยันต์มีเลข "๑" ใต้อักขระยันต์มีอักขระภาษาไทยเขียนว่า "๒๔๙๗"

 

  

โดย : สารานุกรมพระเกจิแห่งแดนสยาม

บทความที่เกี่ยวข้อง

ไม่มีความคิดเห็น